เร่งคลี่คลายคดีคนร้ายจี้ชิงทอง ในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี

ตำรวจจากหลายหน่วยยังคงต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อเร่งสืบหาเบาะแสคนร้ายจี้ชิงทองคำภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดลพบุรี โดยช่วงเช้ามืดของเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่นำกำลังบุกจู่โจมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 10 จุด ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี เพื่อหาตัวคนร้ายบุกชิงทอง แต่ก็ยังไร้วี่แววจับคนร้ายไม่ได้

ปฏิบัติการไล่ล่าคนร้ายจี้ชิงทองยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ช่วงเช้ามืดของเมื่อวานนี้ (15 ม.ค.) ตำรวจชุดสืบสวน นำหมายค้นบุกจู่โจม เพื่อเข้าตรวจสอบจุดต้องสงสัยเพื่อหาตัวคนร้าย และพยานหลักฐานในคดีชิงทรัพย์ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดลพบุรี 

ต่อมา พลตำรวจตรี ณัฐพล ศุกระศร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ชุดทำงานได้จู่โจมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 10 จุด แต่เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่าพบพยานหลักฐานสำคัญอะไรบ้าง เนื่องจากต้องรอชุดสืบสวนเข้ามารายงานผลการตรวจค้นทั้งหมด หลังจากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงไปยังผู้ก่อเหตุ จนถึงขณะนี้ไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นกลุ่มใด ส่วนจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเป็นทหารหรือไม่นั้น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ไม่ยืนยัน แต่ระบุว่าหากมีการตรวจค้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งสถานที่ราชการก็สามารถทำได้ เนื่องจากได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับ พลตำรวจโท วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจ และ พลตำรวจตรี จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม ที่ได้ลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายจี้ชิงทองจังหวัดลพบุรี พร้อมเรียกชุดทำงานของกองปราบที่ลงพื้นที่ประชุมเพื่อกำหนดแนวทาง กล่าวว่า ขณะนี้เบาะแสเริ่มมีความชัดเจนแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกำชับให้ตำรวจกองปราบลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม ร่วมกับตำรวจพื้นที่

สำหรับงานของตำรวจกองปราบตอนนี้ มุ่งไปที่การพิสูจน์บุคคลต้องสงสัย โดยจะเน้นไปที่ผู้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ และนักแม่นปืน เป็นชายอายุตั้งแต่ 35-50 ปี ซึ่งตรวจสอบจากรายชื่อบุคคลที่เคยใช้สนามยิงปืน ซึ่งยังคงเข้ามาฝึกซ้อม และใช้ปืน หรือกระสุนปืนลักษณะเดียวกับคนร้าย ตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี ประวัติที่อาจเกี่ยวข้อง ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจสอบเป็นรายบุคคล ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการนำตัวผู้ต้องสงสัยบางส่วนมาสอบสวนแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจน ขณะนี้ยังคงมีการตรวจสอบกลุ่มผู้ต้องสงสัย มีทั้งข้าราชการ และพลเรือน

ด้าน พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เดินทางมาประชุมความคืบหน้าในช่วงเย็น เปิดเผยภายหลังการประชุมวิเคราะห์หลักฐานที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจค้นกว่า 10 จุด ยอมรับว่า การเข้าค้นบางจุดก็ไม่ได้หลักฐาน และบางจุดก็พบข้อมูลเชื่อมโยงถึงตัวคนร้าย ขณะนี้เชื่อว่ายังหลบหนีอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง และเตรียมเคลื่อนไหวไปอยู่ชายแดน เพราะเขาได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตำรวจเช่นกัน โดยเชื่อว่าหลบหนีไปเพียงคนเดียว ไม่มีใครให้การช่วยเหลือ

ส่วนอุปสรรคการทำงานที่ผ่านมา ยอมรับว่ามาจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางส่วน รวมทั้งที่มีตำรวจบางนาไปโพสต์ความคืบหน้าของคดีลงสื่อสังคมออนไลน์ ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยและคาดโทษไว้แล้ว ส่วนในวันนี้ (16 ม.ค.) เป็นวันครบกำหนดที่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้เวลา 2 วัน ต้องได้ตัวคนร้ายนั้น ก็ได้รายงานความคืบหน้าตามความเป็นจริงว่า ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้ และก็ไม่ได้มีการกดดันการทำงานแต่อย่างใด

ด้าน พลตำรวจเอก สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การนำเสนอข่าวเผยแพร่บุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัย ภายหลังเจ้าตัวได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่ใช่คนร้าย เป็นการนำเสนอข่าวที่สุ่มเสี่ยงจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ จึงต้องการให้คำนึงถึงจรรยาบรรณสื่อมวลชนเป็นหลัก

ส่วนที่กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี พ่อแม่ของพนักงานร้านทองที่เสียชีวิต เข้ามาพบกับพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าในการติดตามจับกุมตัวคนร้าย หลังจากที่ได้นำกระดูกของลูกสาวไปลอยอังคารที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้ว พร้อมทั้งให้กำลังใจตำรวจที่ร่วมคลี่คลายคดี เบื้องต้น พอใจในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่กังวล คือ ครอบครัวตนเองจะไม่ปลอดภัย เพราะว่าผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุนั้นตนคิดว่าเคยเห็น และอาจจะมีส่วนรู้จักกับคนในครอบครัว แต่ไม่สนิทมากนัก ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่คนคนเดียวกันก็เป็นได้ เพียงแต่มีความสงสัยเท่านั้น

ขณะที่ พ่อและแม่ของน้อง “ไทตัล” เด็กชายอายุ 2 ขวบ ที่เสียชีวิต ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ได้ขุดคุ้ยเรื่องราวชีวิตในอดีตของตนเองไปนำเสนอว่า เคยมีลูกติดกับภรรยาเก่า และค้างค่าแชร์จำนวนกว่า 10,000 บาท 

จากนั้นยังไปเชิญเจ้าหนี้มาออกรายการประจานตนเอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่องดังกล่าว ได้มาขอสัมภาษณ์ตนเองในอีกประเด็น หลังฌาปนกิจลูกชายเสร็จแล้วก็ได้ตระเวนทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับลูกชายไปสู่สุคติ และเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดี โดยตั้งใจว่าจะทำบุญเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะเก็บไว้ตั้งตัวเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป

ใส่ความเห็น